วิตามินที่ไม่ละลายน้ำ หรือ Fat-soluble vitamins เป็นวิตามินที่สามารถละลายในไขมันหรือน้ำมัน แต่ไม่ละลายในน้ำ ร่างกายจะดูดซึมวิตามินกลุ่มนี้ได้ดีเมื่อรับประทานร่วมกับอาหารที่มีไขมัน และจะถูกเก็บสะสมไว้ในเนื้อเยื่อไขมันและตับ ซึ่งแตกต่างจากวิตามินที่ละลายน้ำที่ร่างกายไม่สะสมและจะขับออกทางปัสสาวะหากเกินความต้องการ
วิตามินที่ไม่ละลายน้ำมีทั้งหมด 4 ชนิด ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค ซึ่งแต่ละชนิดมีหน้าที่สำคัญต่อร่างกายดังนี้:
วิตามินเอ มีบทบาทสำคัญต่อการมองเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมองเห็นในที่มืด นอกจากนี้ยังช่วยในการเจริญเติบโตของเซลล์ ผิวหนัง การซ่อมแซมเนื้อเยื่อ และยังช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วิตามินดี มีหน้าที่หลักในการช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง การขาดวิตามินดีอาจทำให้เกิดโรคกระดูกอ่อนในเด็ก หรือโรคกระดูกพรุนในผู้ใหญ่ อีกทั้งยังมีบทบาทในการช่วยสร้างความสมดุลของระบบภูมิคุ้มกันและสุขภาพโดยรวม
วิตามินอี ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ ช่วยป้องกันเซลล์ในร่างกายจากความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ มีส่วนช่วยในการชะลอความเสื่อมของร่างกาย บำรุงผิวพรรณ และยังมีส่วนช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น
วิตามินเค มีหน้าที่สำคัญในการช่วยให้เลือดแข็งตัวอย่างเป็นปกติ เมื่อเกิดบาดแผล วิตามินเคจะช่วยให้เลือดหยุดไหลเร็วขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยในการสร้างโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับความแข็งแรงของกระดูกด้วย
สิ่งสำคัญที่ควรรู้เกี่ยวกับวิตามินที่ไม่ละลายน้ำก็คือ แม้ว่าร่างกายจะสามารถสะสมวิตามินเหล่านี้ได้ ทำให้ไม่จำเป็นต้องรับประทานทุกวัน แต่หากได้รับในปริมาณมากเกินไปเป็นเวลานาน ก็อาจเกิดการสะสมจนเป็นพิษได้ ตัวอย่างเช่น การได้รับวิตามินเอมากเกินไปอาจส่งผลต่อการทำงานของตับและทำให้เกิดอาการคลื่นไส้หรือเวียนศีรษะ ส่วนวิตามินดีมากเกินไปจะส่งผลให้ระดับแคลเซียมในเลือดสูงเกิน ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับไตได้
ดังนั้นจึงควรรับประทานวิตามินที่ไม่ละลายน้ำอย่างพอดี โดยการรับจากอาหารธรรมชาติจะปลอดภัยที่สุด เช่น ผักใบเขียวเข้ม ไข่แดง ตับ ปลา และน้ำมันจากพืช และหากต้องการรับประทานในรูปแบบอาหารเสริม ก็ควรอยู่ภายใต้การแนะนำจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเสมอ เพื่อป้องกันการสะสมเกินขนาดในร่างกายที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้